ครูอีสานดอทคอม
หน้าแรก » เว็บบอร์ด » ห้องเผยแพร่ผลงานวิชาการ(ย่อ) » การวิจัยและพัฒนาชุดฝึกทักษะวิชาภาษาอังกฤษโดยประยุกต์ใช้วิธีสอนแบบ B-SLIM เพื่อพัฒนาทักษะการฟัง การพูด การอ่าน และการเขียน ภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3

การวิจัยและพัฒนาชุดฝึกทักษะวิชาภาษาอังกฤษโดยประยุกต์ใช้วิธีสอนแบบ B-SLIM เพื่อพัฒนาทักษะการฟัง การพูด การอ่าน และการเขียน ภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3

โพสต์โดย : krookeng เมื่อ 16:51:04 น. อ่าน 112 ตอบ 0

ชื่องานวิจัย                      การวิจัยและพัฒนาชุดฝึกทักษะวิชาภาษาอังกฤษ

                                    โดยประยุกต์ใช้วิธีสอนแบบ B-SLIM เพื่อพัฒนาทักษะการฟัง การพูด

                                    การอ่าน และการเขียน ภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร

                                    ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3

กลุ่มสาระการเรียนรู้           ภาษาต่างประเทศ (ภาษาอังกฤษ)

ผู้วิจัย                    นางชนิดาภา ชัยมงคล  

ปีการศึกษา             2560

 

บทคัดย่อ

 

                   การวิจัยครั้งนี้ เป็นการวิจัยและพัฒนา (Research and Development) มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาข้อมูลพื้นฐานในการพัฒนาชุดฝึกทักษะวิชาภาษาอังกฤษ โดยประยุกต์ใช้วิธีสอนแบบ B-SLIM เพื่อพัฒนาทักษะการฟัง การพูด การอ่าน และการเขียน ภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร ชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 3 2) เพื่อพัฒนาและหาประสิทธิภาพของชุดฝึกทักษะวิชาภาษาอังกฤษ โดยประยุกต์ใช้วิธีสอนแบบ B-SLIM เพื่อพัฒนาทักษะการฟัง การพูด การอ่าน และการเขียน ภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร ชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 3 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 3) เพื่อทดลองใช้ชุดฝึกทักษะวิชาภาษาอังกฤษ โดยประยุกต์ใช้วิธีสอนแบบ B-SLIM เพื่อพัฒนาทักษะการฟัง การพูด การอ่าน และการเขียน ภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 4) เพื่อประเมินและปรับปรุงแก้ไขชุดฝึกทักษะวิชาภาษาอังกฤษ โดยประยุกต์ใช้วิธีสอนแบบ B-SLIM เพื่อพัฒนาทักษะการฟัง การพูด การอ่าน และการเขียน ภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ก่อนและหลังเรียนด้วยชุดฝึกทักษะ และศึกษาความคิดเห็นของนักเรียนที่มีต่อชุดฝึกทักษะ กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3/2 จำนวน 28 คน ที่กำลังศึกษาอยู่ในภาคเรียนที่ 2  ปีการศึกษา 2560 โรงเรียนเทศบาลบูรพาอุบล อำเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธานี ใช้การสุ่มแบบกลุ่ม (Cluster Random Sampling) แบบแผนการวิจัย คือ One Group Pretest Posttest Design เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย 1) แบบสอบถามความต้องการ 2) แบบสัมภาษณ์ 3) ชุดฝึกทักษะ 4) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 5) แบบสอบถามความคิดเห็นของนักเรียนที่มีต่อชุดฝึก วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติ ค่าร้อยละ (%) ค่าเฉลี่ย () ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) ค่า t-test แบบ Dependent และการวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis) นำเสนอแบบพรรณนาความ

                ผลการวิจัย พบว่า

  1. นักเรียน และผู้เกี่ยวข้องต้องการให้สร้างชุดฝึกทักษะที่มีรูปแบบที่หลากหลาย เนื้อหาน่าสนใจ โดยเป็นเรื่องที่ใกล้ตัวนักเรียนมาสร้างเป็นชุดฝึกทักษะ โดยให้มีรูปภาพประกอบสวยงาม
  2. ชุดฝึกทักษะที่พัฒนาขึ้นมี 9 ชุด คือ ชุดฝึกทักษะที่ 1 Welcome to Ubon Ratchathani ชุดฝึกทักษะที่ 2 How to get to Ubon Ratchathani? ชุดฝึกทักษะที่ 3 Attractions Antiquities ชุดฝึกทักษะที่ 4 Attractions Temple I ชุดฝึกทักษะที่ 5 Attractions Temple II ชุดฝึกทักษะที่ 6 Attraction Nature I ชุดฝึกทักษะที่ 7 Attraction Nature II ชุดฝึกทักษะที่ 8 Events and Festivals ชุดฝึกทักษะที่ 9 Locals Products, Souvenirs and Examples of Tour ซึ่งองค์ประกอบของชุดฝึกทักษะ ประกอบด้วย 1) คำแนะนำการใช้ชุดฝึกสำหรับครู 2) คำแนะนำการใช้ชุดฝึกสำหรับนักเรียน 3) สาระสำคัญ 4) มาตรฐานการเรียนรู้/ตัวชี้วัด 5) จุดประสงค์การเรียนรู้ 6) แบบทดสอบก่อนเรียน 7) ใบความรู้ (Knowledge sheet) 8) ใบคำศัพท์ (Vocabulary) 9) ใบกิจกรรม จำนวน 6 กิจกรรม 10) แบบทดสอบหลังเรียน 11) เฉลยแบบทดสอบหลังเรียนและเฉลยชุดฝึกทักษะ                   
  3. ชุดฝึกทักษะมีประสิทธิภาพ เท่ากับ 83.02/85.56 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ 80/80 ที่ตั้งไว้
  4. นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนจากชุดฝึกทักษะ สูงกว่าก่อนเรียนจากชุดฝึกทักษะ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และนักเรียนมีความคิดเห็นต่อการจัดการเรียนการสอนโดยใช้ชุดฝึกทักษะโดยภาพรวมเห็นด้วยอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ด้านเนื้อหา ด้านกิจกรรม และด้านคุณประโยชน์ อยู่ในระดับมากทุกด้าน และทุกข้อ